เพื่อนๆ

วันพฤหัสบดีที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

5 วิธีรักษาฝ้าให้หายขาด

5 วิธีรักษาฝ้าให้หายขาด 


1. การลอกหน้าด้วยสารเคมี 

สาร เคมี เช่น กรดไตรคลอโรอะซิติก กรดไกลคอลิก อาจช่วยลอกผิวหนังส่วนบนทำให้ฝ้าจางลงได้แต่ต้องระวังข้อแทรกซ้อน เช่น อาจเกิดรอยดำ การติดเชื้อ และแผลเป็น การลอกหน้าทำให้เซลล์ผิวหนังหลุดลอกออกไปเร็วขึ้น ผู้ป่วยที่กินยาคุมกำเนิดไม่ควรลอกหน้าเพราะยาคุมทำให้เป็นฝ้าอยู่แล้วจะ ยิ่งทำให้รอยคล้ำหลังลอกเข้มมากกว่าปกติ

ผู้ที่เคยเป็นเริมที่ใบหน้า แพทย์อาจให้กินยาต้านไวรัสเริม 2 วันก่อนลอกต่อจนถึง 5 วันหลังลอก เพื่อลดการกำเริบของเริม หลังลอกหน้าต้องหลีกเลี่ยงแสงแดด ทายากันแดด ถ้าผิวลอกเป็นขุยมากอาจทาครีมให้ความชุ่มชื้น ถ้ามีการติดเชื้อหรือการกำเริบของเริมต้องรีบกลับมาพบแพทย์ 

2. การกรอผิวด้วยผงขัด (microdermabrasion) 
วิธี นี้จะเร่งการขจัดเซลล์ชั้นหนังกำพร้าให้ลอกหลุดเร็วขึ้น ได้ผลสำหรับฝ้าและกระที่อยู่ในชั้นตื้นๆ สำหรับข้อดีของการกรอผิวด้วยผงขัดโดยเฉพาะเมื่อเทียบกับการขัดหน้าชนิดลึก (dermabrasion) ที่เคยนิยมในยุคก่อน คือ การกรอผิวด้วยผงขัดไม่ต้องอาศัยการดมยา เทคนิคนี้ไม่เจ็บทำซ้ำได้บ่อยทำง่ายและรวดเร็ว ผู้ป่วยกลับไปใช้ชีวิตปกติได้ทันที

อย่างไรก็ตามการกรอผิวด้วยผงขัด มีข้อด้อย คือ ต้องทำซ้ำหลายครั้งและผลการรักษามีประสิทธิภาพน้อย ข้อแทรกซ้อนของการกรอผิวด้วยผงขัดคือ อาการตาแดง กลัวแสง และน้ำตาไหล การกรอผิวด้วยผงขัดเพียงอย่างเดียวไม่ค่อยได้ผลในการรักษาฝ้า เพราะเทคนิคนี้ช่วยแค่ทำให้เม็ดสีในเซลล์ผิวหนังหลุดลอก 

3. การใช้ความเย็นจัด (Cryotherapy) 

การ ใช้ความเย็นจัดเป็นเทคนิคที่ใช้รักษาโรคผิวหนังหลายอย่าง พบว่าเซลล์ผิวหนังแต่ละชนิดถูกทำลายที่อุณหภูมิแตกต่างกัน คือ เซลล์ผิวหนัง (keratinocytes) ถูกทำลายที่อุณหภูมิ -50 องศาเซลเซียส ส่วนเซลล์สร้างเม็ดสี (melanocytes) ไวต่อความเย็นมาก ถูกทำลายที่อุณหภูมิเพียง -5 องศาเซลเซียส จึงมักพบผิวเป็นรอยขาวเมื่อใช้ความเย็นจัดในคนผิวสีเข้ม ใช้เทคนิคความเย็นจัดรักษาฝ้าแต่ต้องระวังข้อแทรกซ้อนที่มีได้ตั้งแต่

- ข้อแทรกซ้อนเฉียบพลัน ได้แก่ อาการปวดศีรษะ เจ็บแผล และเกิดตุ่มน้ำบริเวณที่ทำ

- ข้อแทรกซ้อนที่เกิดตามมา คือ มีเลือดออก ติดเชื้อ

- ข้อแทรกซ้อนที่เป็นอยู่ได้นาน คือ ผิวเป็นรอยดำ และมีการเปลี่ยนแปลงของการรับความรู้สึก

- ส่วนข้อแทรกซ้อนถาวร ได้แก่ ผมร่วง ผิวฝ่อ แผลเป็นคีลอยด์ แผลเป็น ผิวเป็นรอยขาว และเกิดเปลือกตาปลิ้น 

4. การใช้เทคนิคประจุไฟฟ้า(iontophoresis) 

เมื่อ พ.ศ. 2536 มีงานวิจัยของคณะแพทย์ญี่ปุ่นระบุว่าใช้เทคนิคไอออนโตของวิตามินซีมารักษา ฝ้าและรอยดำจากการเกิดผื่นแพ้สัมผัสทำให้รอยดำเหล่านี้จางลงได้บ้างและช่วย ให้ผิวหนังสดใสขึ้น มีงานวิจัยของแพทย์เกาหลีที่ยืนยันว่าการทำไอออนโตด้วยวิตามินซีช่วยรักษา ฝ้าได้จริง วิธีไอออนโตจัดเป็นเพียงเทคนิคเสริมในการรักษาฝ้าและในปัจจุบันยังไม่มีวิธี ใดๆ ที่จะรักษาฝ้าให้หายขาดได้ ผู้ที่ใช้เครื่องกระตุ้นการเต้นของหัวใจ ผู้ที่มีประวัติแพ้ยาตัวที่จะนำมาทำไอออนโต ผู้ที่มีบาดแผลที่ผิวหนัง หรือผิวหนังติดเชื้อบริเวณที่จะทำ และผู้ที่มีประวัติโรคลมชัก ห้ามรับการทำไอออนโต 
5. การใช้เทคนิคฉายแสง (Phototherapy) 


ยัง ไม่นิยมใช้เทคนิคฉายแสงในการรักษาฝ้าเพราะมีราคาสูงผลการรักษายังไม่แน่ นอนกลับเป็นซ้ำเมื่อหยุดการรักษาและอาจเกิดข้อแทรกซ้อนที่ใช้กันเช่น เลเซอร์และแสงความเข้มสูง (IPL) เทคนิคนี้มีข้อแทรกซ้อน คือ อาการเจ็บปวด ผิวแดง บวม และรอยดำหลังการอักเสบ

สารพัดเทคนิคเสริมเพื่อรักษาฝ้า ที่กล่าวไปแล้วส่วนใหญ่เป็นวิธีที่มีค่าใช้ จ่ายสูงไม่สามารถรักษาฝ้าให้หายขาดไม่กลับเป็นซ้ำและอาจมีผลแทรกซ้อนได้ จึงควรเลือกใช้ตามความเหมาะสมและต้องเข้าใจว่ายังไม่มีวิธีใดที่รักษาฝ้าให้ หายขาดและไม่กลับเป็นซ้ำตลอดชีวิตได้ 






ความรู้เรื่องเทคโนโลยีความงาม

ความรู้เรื่องเทคโนโลยีความงาม

ในขั้นตอนการวิจัยและค้นคว้า นักวิทยาศาสตร์ของอาร์ทิสทรีพบว่า
 ปัจจัยสำคัญที่ก่อให้เกิดริ้วรอยแห่งวัยเกิดจากการทำลายของอนุมูลอิสระ
 นักวิทยาศาสตร์ของอาร์ทิสทรีจึงได้คิดค้นและได้พัฒนาเทคโนโลยีท ี่เรียกว่า "ดีเฟนซ์ คอมเพล็กซ์ 4"


ดีเฟนซ์ คอมเพล็กซ์ 4 คือ การผสมผสานของสาร Antioxidant ที่ทำงานใน 4 ระดับ
เพื่อหยุดยั้งการทำลายของอนุมูลอิสระ และกำลังอยู่ระหว่างการขอจดสิทธิบัตร 
สามารถต่อสู้กับการทำลายผิวที่เกิดจากอนุมูลอิสระทั้ง 4 ขั้นตอน 
อันเป็นสาเหตุของริ้วรอยแห่งวัยที่สามารถมองเห็นได้ 
โดยสามารถป้องกันอนุมูลอิสระได้อย่างมีประสิทธิภาพต่อเนื่องยาว นานถึง 10 ชั่วโมง 
ประกอบด้วยส่วนผสมดังนี้

ขั้นที่ 1 -     ซูเปอร์ออกไซด์ ดิสมิวเทส (Superoxide Dismutase)
ขั้นที่ 2 -     กลูทาไธโอน (Glutathione)
ขั้นที่ 3 -     สารสกัดจากขมิ้น (Tumeric Extract)
                 ไซตรัส ไบโอฟลาโวนอยด์ (Citrus Bioflavonoids)
                  สารสกัดจากเมล็ดองุ่น (Grape Seed Extract)
                  สารสกัดจากชาเขียว (Green Tea Extract)
                  วิตามิน อี (Vitamin E)
                  วิตามิน อี อะซีเตท (Vitamin E Acetate)
ขั้นที่ 4 -     สารสกัดจากเกรพ ฟรุ้ต (Grapefruit Extract)

นอกจากนั้น ดีเฟนซ์ คอมเพล็กซ์ 4 ยังมีประโยชน์ในเรื่องการช่วยลดริ้วรอยย่น
 ให้พลังความชุ่มชื้นโดยฉับพลัน  และคงความนุ่มเนียน อ่อนเยาว์ ของผิวไว้ได้ด้วย

ผลิตภัณฑ์ในชุด ไทม์ ดีไฟแอนซ์


วันพุธที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

สูตร รักษารอยแผลเป็นจากสิว

สูตรรักษารอยแผลเป็นจากสิว

วันนี้เรามีสูตรรักษารอยแผลเป็นจากสิว เพราะเรารู้ดีว่ารอยแผลเป็นจากสิวใครมีก็ไม่อยากเห็น ใครเห็นก็ไม่อยากมีจริงไหมค่ะ ฉะนั้นคุณคงจะได้ไม่ต้องเห็นรอยแผลเป็นจากสิวของคุณอีกต่อไปก็คราวนี้ เมื่อนคุณมาเจอกับ สูตร! รักษารอยแผลเป็นจากสิว ของเราในวันนี้ซึ่งมาจากสารสกัดจากธรรมชาติอีกด้วย และจะช่วยให้คุณผู้หญิงได้ รักษารอยแผลเป็นจากสิว ได้อย่างอ่อนโยนและเป็นสูตรรักษารอยแผลเป็นจากสิวแบบธรรมชาติที่ง่ายๆ อีกด้วยค่ะ พูดมาขนาดนี้ไม่ลองคงจะไม่รู้แต่ถ้าอยากรู้คงต้องลอง การรักษารอยแผลเป็นจากสิว ไม่ใช่เรื่องยากหากแต่รู้จักวิธีที่ถูกต้องในการรักษารอยแผลเป็นจากสิวเท่านั้น ขอเพิ่มเติมอีกนิดหากว่าคุณใช้สูตรรักษารอยแผลเป็นจากสิวสูตรนี้ควบคู่ไปกับครีมหรือการรักษาต่างๆ ด้วยล่ะก็จะยิ่งได้ผลมากยิ่งขึ้นค่ะ


รักษารอยแผลเป็นจากสิว



6 สูตร รักษารอยแผลเป็นจากสิว


1. น้ำสะอาด นอกจากจะใช้ล้างหน้าให้สะอาดป้องกันสิวชุดถัดไปแล้ว การดื่มน้ำเยอะๆ ก็ช่วยทำให้แผลเป็นจากสิวหายได้เพราะน้ำเป็นส่วนประกอบสำคัญของร่างกาย ถ้าหากได้รับในปริมาณที่พอเหมาะแล้วก็จะสามารถไปเติมเต็มและซ่อมแซมร่องรอยแผลเป็นต่างๆ ได้

2. น้ำมะนาว บีบน้ำมะนาวสัก 1-2 หยด แต้มลงบริเวณที่เป็นสิวด้วยคอตตอนบัด จากนั้นทิ้งไว้ประมาณ 10-15 นาทีแล้วล้างออก มะนาวจะช่วยทำให้เซลล์ผิวที่ตายแล้วหลุดลอกออกมาจากบริเวณจุดด่างดำได้ แต่ถ้าใครผิวไม่แพ้ง่ายล่ะก็สามารถแต้มสิวทิ้งไว้ทั้งคืนเลยค่ะ

3. มะเขือเทศ ฝานมะเขือเทศเป็นชิ้นบางๆ แล้วนำมาวางบริเวณที่เป็นแผลเป็นวิตามินซีจากมะเขือเทศจะช่วยสมานรอยแผลเป็นได้เป็นอย่างดี

4. สูตรพอกหน้าทุกชนิด ไม่ว่าจะเป็นสูตรมะนาวน้ำผึ้ง น้ำนมโยเกิร์ต หรือผลไม้ต่างๆ ก็แล้วแต่ ขอให้คุณพอกหน้าเป็นประจำคุณค่าจากธรรมชาติเหล่านี้จะช่วยลดปัญหาเรื่องผิวทุกชนิดเลยล่ะค่ะ

5. น้ำผึ้ง นำน้ำผึ้งมาทาให้ทั่วใบหน้าแล้วทิ้งไว้ประมาณ 30 นาที น้ำผึ้งจะช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นในผิวและทำให้ผิวดูนวลเนียนขึ้น

6. น้ำมันลาเวนเดอร์ ใช้น้ำมันลาเวนเดอร์แต้มบนแผลเป็นจากสิววันละ 2 ครั้ง ทุกวันจะช่วยทำให้แผลเป็นจากสิวจางลงได้ค่ะ





คุณและโทษของอาหารเสริม

คุณและโทษของอาหารเสริม


อาหารเสริม คือ ผลิตภัณฑ์ที่ใช้รับประทานเพื่อเสริมการรับประทานจากอาหารหลัก อยู่ในรูปของเม็ด เกล็ด ผง แคปซูล ของเหลว หรือในรูปลักษณ์อื่นๆ ที่ใช้รับประทานโดยตรงเสริมการรับประทานอาหารหลักตามปกติทุกวันของคนปกติ และเพื่อเป็นการปัองกันการเกิดโรคต่างๆ

ปัจจุบันนี้พบว่ามีผลิตภัณฑ์อาหารเสริมบำรุงร่างกายออกวางจำหน่ายมากมาย อันจะพบได้ตามสื่อโฆษณาต่างๆ เช่น วิทยุ โทรทัศน์ และสื่อสิ่งพิมพ์ ซึ่งบางผลิตภัณฑ์มีการโฆษณาสรรพคุณเกินจริง เช่น ผลิตภัณฑ์ลดน้ำหนักและเสริมความงาม เมื่อใช้แล้วจะเห็นผลภายใน 1 สัปดาห์ หรืออาหารเสริมบำรุงสมอง เมื่อทานผลิตภัณฑ์ดังกล่าวจะทำให้สมองมีความจำดี เป็นต้น และพบว่าผลิตภัณฑ์อาหารเสริมแต่ละชนิดมีราคาแพงมากและประโยชน์ที่ได้จากอาหารเสริมเหล่านี้ก็ยังไม่ชัดเจน มีมากหรือน้อยเพียงไร ดังนั้นผู้บริโภคจึงควรพิจารณาถึงคุณประโยชน์ของผลิตภัณฑ์เหล่านั้นด้วย

ประโยชน์ของอาหารเสริมมีอยู่ 3 ประการ
1. ช่วยให้ร่างกายได้รับโภชนาการที่เหมาะสม เนื่องจากทุกคนมีความต้องการที่เหมือนกัน คือ สุขภาพสมบูรณ์ปราศจากโรคภัย จึงมีการคิดค้นอาหารเสริมเพื่อช่วยเพิ่มในส่วนที่ร่างกายขาดไป
2. จะมีประโยชน์มากสำหรับผู้ที่มีปัญหาด้านสุขภาพ เพราะอาหารเสริมจะเข้าไปเสริมในส่วนที่ร่างกายขาดได้ครบถ้วนเต็มที่
3. สามารถช่วยบรรเทาหรือรักษาโรคบางชนิดแทนยาแผนปัจจุบันได้ เช่น น้ำว่านหางจระเข้รักษาอาการโรคกระเพาะ น้ำมันตับปลาค็อด (cod liver oil) ช่วยบรรเทาอาการโรคไขข้ออักเสบ เป็นต้น นากจากนี้ยังพบว่ามีผลข้างเคียงน้อยกว่ายาแผนปัจจุบัน

การกินอาหารเสริมมากเกินไป บางครั้งพบว่าทำให้เกิดโทษแก่ร่างกายและสูญเสียเงินโดยไม่จำเป็น ซึ่งมีรายงานการวิจัยพบว่า การรับประทานอาหารเสริมมากเกินไป อาจมีผลข้างเคียงต่อสุขภาพได้ เช่น วิงเวียน ปวดศรีษะ อุจจาระเป็นสีดำ ท้องผูก ท้องเสีย มีกลิ่นตัว และเหงื่อออกมาก

ตัวอย่างของผลข้างเคียงของอาหารเสริม
- อาหารเสริมประเภทซุปไก่สกัด มีคุณค่าเท่ากับไข่ไก่ฟองเดียว
- สาหร่ายสไปรูไลน่า จะมีปริมาณกรดนิวคลิกสูง เพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นโรคเกาต์
- รังนกที่ยังไม่เคยมีการพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์เลยว่ากินแล้วผิวพรรณอ่อนกว่าวัย แต่มีผลข้างเคียงต่อผู้ที่เป็นลมชัก
- น้ำมันตับปลา ทำให้เกิดเลือดกำเดาไหลไม่หยุด อาจทำให้เกิดสภาวะขาดวิตามินอี และเสี่ยงต่อสารพิษด้วย
- ผลิตภัณฑ์ลดความอ้วน ซึ่งขณะนี้นักวิชาการพบว่ามีผลข้างเคียงต่อการเป็นมะเร็ง

ถ้าจำเป็นต้องทานอาหารเสริมและให้คุณค่าต่อสุขภาพอย่างแท้จริง ควรศึกษารายละเอียดให้ดีก่อนบริโภค ควรเลือกให้เหมาะสมกับอายุและสภาพร่างกาย สภาพการดำเนินชีวิต สำหรับผู้ที่กินยาเป็นประจำควรปรึกษาแพทย์ก่อน ส่วนสตรีที่มีครรภ์ก็ควรทานอาหารเสริมจำพวกวิตามินหรือกรดโฟลิกเท่านั้น แต่ขอแนะนำว่าถ้าท่านรับประทานอาหารให้ถูกต้องและครบ 5 หมู่แล้ว อาหารเสริมก็คงไม่จำเป็นสำหรับท่านอีกต่อไป แถมยังประหยัดค่าใช้จ่ายโดยไม่จำเป็นอีกด้วย แต่สำหรับผู้ที่ทำงานหนักหรือสุขภาพไม่แข็งแรงต้องการทานอาหารเสริมเพื่อบำรุงร่างกายก็ไม่ว่ากันค่ะ





วิดิโอการดูแลผิวหน้า

วิธีทำให้ผิวหน้ากระจ่างใส



ขัดหน้าด้วยผงพิเศษและมะนาว




วิธีทําให้ผิวขาว

วิธีทําให้ผิวขาว

 
         
          ในหมู่คนรักสวยรักงาม เป็นที่ทราบกันแบบอวดอ้างกล่าวขานต่อๆ กันมาว่า "กลูต้าไธโอน" เป็นสารที่ทำให้ผิวขาวผ่องและเป็นที่นิยมกันมาก แม้สมาคมแพทย์ผิวหนังแห่งประเทศไทยจะออกมาเตือนผู้บริโภค ว่าไม่ควรหลงเชื่อโฆษณาที่อ้างว่าสามารถช่วยให้ผิวขาวขึ้น เพราะไม่มีผลิตภัณฑ์ใดที่จะทำให้ผิวขาวขึ้นได้อย่างถาวร ผลิตภัณฑ์หรือยาอาจช่วยให้ผิวขาวได้ชั่วคราว แต่เมื่อหมดฤทธิ์ร่างกายก็ผลิตเม็ดสีตามปกติ

          
อืม... แต่จะทำอย่างไรได้ล่ะคะ สาวๆ ก็ต้องมาคู่กับความสวยความงาม วันนี้เราจึงมีเคล็ดลับ วิธีทําให้ผิวขาว บอกลาผิวหม่นหมองด้วยวิธีธรรมชาติๆ มาฝากเพื่อนๆ กันด้วย ว่าแล้วไปดู  12 วิธีทําให้ผิวขาว บอกลาผิวหม่นหมองกันเลย... 

            1. การขัดผิว เป็น วิธีทําให้ผิวขาว ที่ขจัดเซลล์ผิวที่ตายแล้วออกไปจากผิว โดยการใช้สครับที่มีขายตามท้องตลาด หรือจะเป็นสครับจากธรรมชาติง่าย ๆ แต่ได้ผล ซึ่งมีหลากหลายสูตรให้เลือก ได้แก่ มะละกอ นมสด มะขามเปียก น้ำผึ้ง โยเกิร์ต มะนาว  โดยนำอย่างใดอย่างหนึ่งมาผสมกับเกลือทะเลเพื่อให้มีเม็ดสำหรับขัดผิว เพียงเท่านี้คุณก็มีสครับขัดผิวได้ง่าย ๆ แล้ว หรือจะใช้ใยบวบในการช่วยขัดผิวก็ได้ การขัดผิวนี้จะช่วยผลัดเซลล์ผิวเก่าให้หลุดลอกออกไป แล้วเผยผิวใหม่ที่แน่นอนว่าต้องสว่างใสกว่าเดิม และควรทำสัปดาห์ละ 1-2 ครั้ง เพื่อการปรนนิบัติและดูแลผิวอย่างต่อเนื่อง

           
 2. เอเอชเอ หรือกรดผลไม้ มีขายทั่วไปตามคลินิกเสริมความงามหรือร้านขายยาทั่วไป ใช้สำหรับทาบนใบหน้าสัปดาห์ละ 2 ครั้งเพื่อกระตุ้นให้เซลล์ผิวเก่าหลุดลอกออกมา เป็น วิธีทําให้ผิวขาว เผยผิวใหม่ที่ขาวผ่อง แต่การใช้เอเอชเอนี้ ต้องดูแลและระวังเรื่องการออกแดด เพราะผิวคุณจะบางลงและไวต่อแดดมากกว่าเดิม

           
 3. น้ำนมเพื่อผิวขาว ไม่จำเป็นต้องลงไปแช่ในอ่างที่มีน้ำนมอยู่เต็มอ่าง แต่คุณสามารถทำตาม วิธีทําให้ผิวขาว ได้ง่าย ๆ ด้วยการใช้น้ำนมทาบนผิวโดยตรง อาจใช้ใยบวบช่วยเพื่อขัดผิวไปด้วยเบา ๆ ทิ้งไว้ประมาณ 10-15 นาที ทำสัปดาห์ละ 2 ครั้ง ผิวจะค่อย ๆ ขาวขึ้น

           
 4. ผลไม้รสเปรี้ยว ช่วยในการขัดขี้ไคล เป็น วิธีทําให้ผิวขาว ขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ โดยใช้ผลไม้รสเปรี้ยว เช่น มะนาว สับปะรด มะขามเปียก ส้ม เพราะมีความเป็นกรด ช่วยทำความสะอาดผิวให้ขาวใส และกำจัดเซลล์ผิวที่ตายแล้วให้หลุดลอกออกมาได้ แต่หากคุณเป็นคนผิวบาง ไม่ควรใช้มะนาวหรือสับปะรดที่มีความเป็นกรดสูง ควรใช้ส้มเช้งที่มีคุณสมบัติคล้าย ๆ กันก็ได้

           
 5. ครีมบำรุงเพื่อผิวขาว ควรใช้ครีมบำรุงที่มีไวท์เทนนิ่งเพื่อผิวขาวในตอนเย็น และทาซ้ำก่อนนอนเพื่อเสริมประสิทธิภาพของครีมบำรุงให้บำรุงอย่างต่อเนื่อง ส่วนตอนกลางวันให้ทาไวท์เทนนิ่งเพียงบาง ๆ แล้วตามด้วยครีมกันแดด หรือจะใช้ไวท์เทนนิ่งที่มีส่วนผสมของสารป้องกันแสงแดดก็ได้ แต่หากสาว ๆ คนไหน อยู่ติดบ้าน ไม่ได้ออกไปเผชิญแสงแดดเลย ใช้ไวท์เทนนิ่งตัวเดียว ทาวันละ 2-3 ครั้งก็เอาอยู่แล้วจ้า

           
 6. ครีมกันแดด ควรเป็นสิ่งที่สาว ๆ ต้องมีติดกระเป๋าอยู่ตลอดเวลา ในกรณีที่คุณต้องเผชิญกับแสงแดดจัดโดยไม่ได้วางแผนมาก่อนจะได้หยิบขึ้นมาใช้ได้ทันการทันเวลา และอย่าลืมว่า ครีมกันแดดจำเป็นอย่างยิ่ง ถ้าหากคุณเพิ่งขัดผิวหรือใช้เอเอชเอกับผิวมาหมาด ๆ เพราะผิวคุณจะไวต่อแดดมาก จึงควรทาครีมกันแดด 20 นาทีก่อนออกแดดทุกครั้ง และทาซ้ำอีกทุก ๆ 2-3 ชั่วโมง

           
 7. ทานอาหารให้เหมาะสม โดยให้มีผักและผลไม้ในอัตราส่วนครึ่งต่อครึ่งทุกมื้อ เพราะผักผลไม้เป็นอาหารที่ย่อยง่าย ช่วยเรื่องของการขับถ่าย และยังมีแอนตี้อ็อกซิแดนซ์ที่ทำให้ผิวสวยกระชับอีกด้วย ซึ่งเมื่อร่างกายขับถ่ายตามปกติแล้ว หน้าตาผิวพรรณก็จะสดใสขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

           
 8. ออกกำลังกายสม่ำเสมอ เพราะการออกกำลังกายจะช่วยขับเหงื่อไคล และสิ่งสกปรกใต้ผิวรวมถึงสารพิษออกมา ซึ่งจะทำให้ผิวดูสว่างสดใสขึ้น ยิ่งออกกำลังกายอย่างต่อเนื่อง ก็ยิ่งทำให้ผิวสดใสอยู่ตลอดเวลา แถมการออกกำลังกายยังช่วยลดการอุดตันของสิ่งสกปรกใต้ผิว ทำให้ไม่มีสิวอีกด้วย

           
 9. วิตามินซีเพื่อผิวสวย วิตามินซีมีสรรพคุณช่วยให้ผิวสวยสดใส ดังนั้นจึงเป็นสารอาหารที่ร่างกายควรได้รับอยู่เสมอ ไม่ว่าจะจากการทานผักผลไม้ เช่น ส้ม ฝรั่ง มะนาว หรือหากได้รับในแต่ละวันไม่เพียงพอ ก็อาจจะทานวิตามินแบบเม็ดที่ขายในร้านขายยาก็ได้ วิธีทําให้ผิวขาว นี้จะช่วยในเรื่องผิวและมีส่วนช่วยในเรื่องการขับถ่ายไปพร้อม ๆ กัน

           
 10. การอบไอน้ำผิวหน้า เป็นการทำความสะอาดสิ่งสกปรกที่อุดตันอยู่ในรูขุมขนอย่างลึกซึ้ง ช่วยทั้งเรื่องของผิวสะอาดสว่างใส เป็นทั้ง วิธีทําให้ผิวขาว และช่วยขจัดสิวไปพร้อม ๆ กัน โดยวิธีอบไอน้ำผิวหน้านั้นก็ทำได้ง่าย ๆ เพียงตั้งกะทะต้มน้ำจนเดือด จากนั้นน้ำกะทะมาวางบนโต๊ะแล้วยื่นหน้าให้อยู่เหนือไอน้ำ ความร้อนจะช่วยเปิดรูขุมขน และไอน้ำจะเข้าไปทำความสะอาดสิ่งสกปรกที่อุดตันรูขุมขนค่ะ

           
 11. เมคอัพช่วยได้ ใช้ครีมรองพื้นและแป้งที่สว่างกว่าผิวจริง 1 ระดับสี และหลังจากแต่งหน้าแล้วให้นำพู่กันแตะแป้งกลิตเตอร์ประกายมุกปัดบริเวณหน้าผากและโหนกแก้ม ก็จะช่วยให้หน้าดูสว่างใสขึ้นได้เยอะเลยทีเดียว

           
 12. สารพัดสูตรพอกหน้า นอกจากการขัดผิวแล้ว สาว ๆ ที่อยากมีผิวขาวสุขภาพดีควรพอกหน้า รวมถึงผิวกายให้ได้สัปดาห์ละ 2 ครั้ง โดยสูตรผิวขาวที่สามารถทำเองได้จากวัตถุดิบในบ้านนั้นก็มีมากมาย ที่สำคัญยังเห็นผลชัดอีกด้วยหากทำอย่างต่อเนื่อง และสูตร วิธีทําให้ผิวขาว ที่หยิบยกมาฝากกัน มีดังนี้

           วิธีทําให้ผิวขาว : สูตรมะละกอนมสด นำมะละกอมาบดผสมกับนมสด คนให้เข้ากัน จากนั้นนำไปพอกบนใบหน้าหรือผิวกายทิ้งไว้ประมาณ 20 นาที แล้วล้างออก

           วิธีทําให้ผิวขาว : โยเกิร์ตผสมมะนาว มะนาวเป็นผลไม้อีกชนิดหนึ่งที่มีความเป็นกรดสูงมาก จนอาจทำให้แสบผิวได้ ดังนั้นการนำมะนาวมาผสมโยเกิร์ตแล้วนำไปทาผิวทิ้งไว้ประมาณ 20 นาที จะช่วยลดการระคายเคืองผิว และมะนาวจะช่วยขจัดเซลล์ผิวเก่า เผยผิวใหม่ที่ใสกว่าเดิม 

           
วิธีทําให้ผิวขาว : น้ำมันมะพร้าวเพื่อผิวเนียนนุ่ม เป็นสูตรโบราณที่ใช้ได้ผลมาก น้ำมันมะพร้าวจะช่วยในเรื่องการทำให้ผิวเนียนนุ่มชุ่มชื้น แม้เพียงครั้งแรกที่ได้นำน้ำมันมะพร้าวมาทาผิว รับรองได้เลยว่า สาว ๆ จะรู้สึกถึงความเนียนนุ่มได้ทันทีเลยล่ะ

           วิธีทําให้ผิวขาว : น้ำผึ้งและโยเกิร์ต นำส่วนผสมดังกล่าวพอกลงบนใบหน้าหรือผิวกายประมาณ 30 นาทีก่อนล้างออก ช่วยให้ผิวขาวและนุ่มขึ้นได้ สามารถทำได้วันเว้นวันค่ะ

           วิธีทําให้ผิวขาว : กล้วยหอมและนมสด นำมาบดผสมกัน จากนั้นนำไปพอกผิวในบริเวณที่ต้องการ จะทำให้ผิวขาวเนียนสวยได้ สามารถทำได้วันเว้นวันเช่นกัน

10 วิธีการกินอาหารเพื่อสุขภาพที่ดี

10 วิธีการกินอาหารเพื่อสุขภาพที่ดี

     ในแต่ละวันเราจำเป็นต้องรับประทานอาหารมากมาย มีคำแนะนำจากหลายสำนักให้กินนั่น ห้ามกินนี่จนไม่รู้จะเชื่อใครดี วันนี้เราจึงมีเคล็ดลับง่ายๆ ของการกินให้ได้ประโยชน์สูงสุดต่อสุขภาพอย่างเต็มที่มาฝาก
1. กินอาหารเช้า เป็นพฤติกรรมพื้นฐานที่ส่งผลต่อจิตใจ และพลังชีวิตของคุณไปตลอดทั้งวัน และช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลในเส้นเลือด ลดอัตราเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจ ช่วยเผาผลาญพลังงานให้ดีขึ้น ทำให้คุณกินอาหารในมื้ออื่นๆ น้อยลง
2. เปลี่ยนน้ำมันที่ใช้ปรุงอาหาร ยอมจ่ายแพงสักนิดใช้น้ำมันมะกอก หรือน้ำมันดอกทานตะวัน ปรุงอาหารแทนน้ำมันแบบเดิมที่เคยใช้ เพราะเป็นไขมันที่ไม่เป็นโทษต่อร่างกาย และมีกรดไขมันอิ่มตัวที่เป็นประโยชน์ ช่วยลดไขมันในเส้นเลือดได้เป็นอย่างดี
3. ดื่มน้ำให้มากขึ้น คนเราควรดื่มน้ำวันละ 2 ลิตรเป็นอย่างน้อย (ยกเว้นในรายที่ไตทำงานผิดปกติ) เพื่อหล่อเลี้ยงเซลล์ในร่างกาย ฟื้นฟูระบบขับถ่าย รักษาระดับความเข้มข้นของเลือด จะทำให้สดชื่นตลอดวันเลยทีเดียว
4. เสริมสร้างแคลเซียมให้กับกระดูก ด้วยการดื่มนม กินปลาตัวเล็กทั้งตัวทั้งก้าง เต้าหู้ ผลิตภัณฑ์จากถั่วเหลือง ผักใบเขียว เพราะแคลเซียมเป็นสิ่งจำเป็นที่จะเสริมสร้างความแข็งแรงให้กับกล้ามเนื้อและกระดูก ทำให้ระบบประสาททำงานได้เต็มประสิทธิภาพ
5. บอกลาขนมและของกินจุบจิบ ตัดของโปรดประเภทโดนัท คุกกี้ เค้กหน้าครีมหนานุ่ม ออกจากชีวิตบ้าง แล้วหันมากินผลไม้เป็นของว่างแทน วิตามิน และกากใยในผลไม้ มีประโยชน์กว่าไขมัน และน้ำตาลจากขนมหวานเป็นไหนๆ
6. สร้างความคุ้นเคยกับการกินธัญพืชและข้าวกล้อง เมล็ดทานตะวัน ข้าวฟ่างและลูกเดือย รวมทั้งข้าวกล้องที่เคยคิดว่าเป็นอาหารนก ได้มีการศึกษาและค้นคว้าแล้ว พบว่า ช่วยลดความเสี่ยงต่อโรคหัวใจถึง 1 ใน 3 เลยทีเดียว เพราะอุดมไปด้วยไฟเบอร์ ที่ช่วยลดระดับคอเลสเตอรอล และควบคุมน้ำตาลในเลือดให้สมดุล
7. จัดน้ำชาให้ตัวเอง ทั้งชาดำ ชาเขียว ชาอู่ล่ง หรือเอิร์ลเกรย์ ล้วนแล้วแต่มีคุณสมบัติต้านอนุมูลอิสระ การดื่มชาวันละ 1 ถึง 3 แก้ว ช่วยลดอัตราเสี่ยงมะเร็งกระเพาะอาหารถึง 30%
8. กินให้ครบทุกสิ่งที่ธรรมชาติมี คุณต้องพยายามรับประทานผักผลไม้ต่างๆ ให้หลากสี เป็นต้นว่า สีแดงมะเขือเทศ สีม่วงองุ่น สีเขียวบล็อกเคอรี สีส้มแครอท อย่ายึดติดอยู่กับการกินอะไรเพียงอย่างเดียว เพราะพืชต่างสีกัน มีสารอาหารต่างชนิดกัน แถมยังเป็นการเพิ่มสีสันการกินให้กับคุณด้วย
9. เปลี่ยนตัวเองให้เป็นคนรักปลา การกินปลาอย่างน้อยอาทิตย์ละครั้ง ได้ทั้งความฉลาดและแข็งแรง เพราะปลามีกรดไขมันโอเมก้า 3 และโปรตีน ที่ช่วยควบคุมการเต้นของหัวใจให้เป็นปกติ และบำรุงเซลล์สมอง ทั้งยังมีไขมันน้อย อร่อย ย่อยง่าย เหมาะสำหรับคนที่ต้องการหุ่นเพรียวลมเป็นที่สุด
10. กินถั่วให้เป็นนิสัย ทำให้ถั่วเป็นส่วนหนึ่งของอาหารที่คุณต้องกินทุกวัน วันละสัก 2 ช้อน ไม่ว่าจะเป็นของหวานของคาว หรือว่าของว่างก็ทั้งโปรตีน วิตามิน และแร่ธาตุสำคัญๆ หลายชนิด ต่างพากันไปชุมนุมอยู่ในถั่วเหล่านี้ ควรกินถั่วอย่างสม่ำเสมอ แต่ไม่ควรกินครั้งละมากๆ เพราะมีแคลอรี่สูง อาจทำให้อ้วนได้
   ถ้าปฏิบัติให้ได้ครบทุกข้อตามคำแนะนำข้างต้นนี้จนเป็นนิสัย สุขภาพดีๆ จะไปไหนเสีย !!


เลเซอร์หลุมสิว@นิติธรรมคลินิก




 ก่อนหน้านี้ หลายคนคงเคยรู้จักเทคโนโลยีการดูแลผิวด้วยการผลักสารบำรุงเข้าสู่ผิวด้วยกระแสไฟฟ้าที่เรียกว่า ไอออนโต หรือด้วยคลื่นเสียงที่เรียกว่า โฟโนโฟรีซิส บางคนอาจเคยขัดผิวด้วยเกล็ดอัญมณี ใครเป็นรอยแดงจากสิวก็อาจเคยฉายแสงเลเซอร์บลูไลท์ และคงมีหลายคนที่รู้จักเทคโนโลยียอดนิยมของการทำเลเซอร์ ที่ชื่อว่า เทอร์มาคูล หรือไอพีแอล ซึ่งเดี๋ยวนี้มีนักวิทยาศาสตร์ ได้พัฒนา IPL Generation ที่ 4 ซึ่งเรียกว่า OPT และการกลับมาของ CO2 with Coolscan เทคโนโลยีที่คิดค้นโดยบริษัท Lumenis

    ล่าสุดได้มีการจัดประชุมสัมมนาเชิงวิชาการในหัวข้อ “Lumenis Aesthetic Medicine” โดย ดร. เอเลียต เอฟ แบทเทิล (Dr.Eliot F.Battle) แพทย์ผิวหนังผู้เชี่ยวชาญด้านเลเซอร์จากสหรัฐอเมริกา หนึ่งในวิทยากรได้กล่าวถึง 2 เทคโนโลยีใหม่ดังกล่าวว่า เทคโนโลยี OPT นี้มีข้อดีกว่า IPL แบบเดิมที่มีในปัจจุบัน เพราะจะมีระบบควบคุมการปล่อยพลังงานในหนึ่งรอบ ออกเป็นครั้งย่อยๆ 2-3 ครั้ง

     โดยเครื่องจะช่วยคำนวณและปล่อยพลังงานออกมาเองอย่างต่อเนื่องและแม่นยำ ทำให้เกิดประสิทธิภาพในการรักษาและมีความปลอดภัยสูง โดยสามารถลดการเกิดผลข้างเคียงจากการรักษาด้วย IPL แบบเดิม โดยมีตัวคูลลิ่งช่วยให้ความเย็น และมี 7 ฟิลเตอร์ในการกรองแสง ดังนั้น ผู้ที่มีสีผิวเข้ม ผิวคล้ำ หรือผิวดำ ซึ่งมีโอกาสเกิดผลข้างเคียงได้ง่ายจากการทำเลเซอร์จะมีความปลอดภัย

นอกจากมีผลดีต่อสาวผิวเข้มแล้ว เทคโนโลยีนี้ยังช่วยทำให้ผิวเรียบเนียนขึ้น รูขุมขนเล็กลง ริ้วรอยลดลง รวมทั้งยังรักษาความผิดปกติของเม็ดสี เช่น กระ ฝ้า จุดด่างดำ และใช้กำจัดเส้นเลือดฝอยต่างๆ ได้ดีอีกด้วย

     ส่วนเทคโนโลยี CO2 with Coolscan นั้น ดร.อีเลียต กล่าวว่า ใช้หลักการของ CO2 Laser ร่วมกับระบบสแกนเนอร์คอมพิวเตอร์ที่จะช่วยในการปล่อยพลังงานเลเซอร์ออกมาเป็นจุดเล็กๆ อย่างแม่นยำ รวมทั้งลำดับการปล่อยพลังงานก็เป็นแบบสุ่ม และมีการเว้นช่องว่างของการปล่อยพลังงาน ไม่เรียงเป็นแถวตามลำดับเหมือนเครื่องมือ CO2 แบบเดิม ทำให้ผิวฟื้นตัวได้เร็ว ใช้เวลาพักเพียงไม่กี่วัน โอกาสที่จะเกิดผลข้างเคียงก็ลดลง ซึ่งอาจมีอาการแสบร้อนหลังทำ แต่ก็จะหายได้เองภายใน 2-3 ชั่วโมง แถมเทคโนโลยีชนิดนี้ ยังเพิ่มความสะดวกให้กับแพทย์ เพราะใช้เวลาเพียง 20 นาทีเท่านั้น

สำหรับในเมืองไทย เทคโนโลยีชนิดใหม่ทั้ง 2 นี้ กำลังอยู่ในระหว่างการเตรียมเปิดให้บริการในโรงพยาบาลชั้นนำทั่วไป แต่หากใครใจร้อน จะเดินทางไปถึงอเมริกา ก็ต้องขอบอกก่อนว่า แค่การทำทรีตเม้นท์ก็สนนราคา อยู่ที่ 150-200 เหรียญดอลลาร์สหรัฐแล้ว 



ไม่ใช่คนสวย



เนื้อเพลง

กลัว ไม่กล้าจะไปชอบใคร 
ไม่อยากจะไปรักใคร 
แต่ใจของฉันก็รักเธอ เหลือเกิน 

กลัว รู้ตัวว่าต้องเสียใจ 
ก็ได้แต่หักห้ามใจ 
แต่ทำอย่างไรก็ไม่ลืมเธอได้เลย 

อยากเอ่ยคำว่ารัก ดูแลใกล้ชิดกัน 
แค่นึกแค่ฝันก็พลอยสุขใจ 
แอบเก็บคำว่ารัก อยู่ในสายตาที่มองไป 
ก็อยากให้เธอสัมผัสใจฉันที 

ไม่ใช่คนสวย แต่อยากรักเธอได้ไหม 
เจียมตัวด้วยความน้อยใจ เธอก็ดูหมางเมินกันเสมอ 
เกิดมาไม่สวย แต่อยากเป็นคนจับมือเดินข้างเธอ 
ต้องทำอย่างไร ต้องแลกสิ่งไหน 
ฉันยอม ยอมเธอแล้ว เพียงขอได้ใจเธอ 

หวังแค่เธออย่าปิดหัวใจ 
แค่เธอจะมองข้างใน 
จะทำให้รู้ว่ารักเธอเกินกว่าใคร 

อยากเอ่ยคำว่ารัก ดูแลใกล้ชิดกัน 
แค่นึกแค่ฝันก็พลอยสุขใจ 
แอบเก็บคำว่ารัก อยู่ในสายตาที่มองไป 
ก็อยากให้เธอสัมผัสใจฉันที 

ไม่ใช่คนสวย แต่อยากรักเธอได้ไหม 
เจียมตัวด้วยความน้อยใจ เธอก็ดูหมางเมินกันเสมอ 
เกิดมาไม่สวย แต่อยากเป็นคนจับมือเดินข้างเธอ 
ต้องทำอย่างไร ต้องแลกสิ่งไหน 
ฉันยอม ยอมเธอแล้ว เพียงขอได้ใจเธอ 

ไม่ใช่คนสวย แต่อยากรักเธอได้ไหม 
เจียมตัวด้วยความน้อยใจ เธอก็ดูหมางเมินกันเสมอ 
เกิดมาไม่สวย แต่อยากเป็นคนจับมือเดินข้างเธอ 
ต้องทำอย่างไร ต้องแลกสิ่งไหน 
ฉันยอม ยอมเธอแล้ว เพียงขอได้ใจเธอ 

ต้องทำอย่างไร ต้องแลกสิ่งไหน 
ฉันยอม ยอมเธอแล้ว เพียงขอได้ใจเธอ


อาหารลดความอ้วน

อาหารลดความอ้วน ภาคหนึ่ง ตอน "ลดไม่อด ลดอย่างไร"


 คนไม่อ้วนไม่มีวันเข้าใจ ว่าไขมันในร่างกายเรานั้น ก่อความทุกข์ ให้จิตใจมาก ขนาดไหน คิดไปแล้ว

ก็แปลก ทคนี่เราช่างสรรกินโน่นกินนี่กัน เพื่อที่จะไปเอามันออกในภายหลัง ดูแล้วเกินเหตุเกินสภาพร่างกายจริงๆ เอาเป็นว่า 
วันนี้เราจะมาสรรกินอะไร ที่มันไม่อ้วนกันโดยเฉพาะดีกว่า ไม่ต้องไปกำจัดภายหลัง
วันนี้เรามี สูตรลดความอ้วน สูตรเด็ดมาฝากกัน แม่สาลิการับประกัน ว่าได้ผลแน่นอนเพราะลองมาแล้ว 

ด้วยสูตรนี้ น้ำหนักสามารถ จะหายไปประมาณ 5 กิโลกรัม โดยใช้เวลา 24 วัน น้ำหนักที่ลดจะมากหรือน้อยนั้น 
ขึ้นกับพฤติกรรมการกินเป็นสำคัญ แต่เรารับประกันว่า ลดแน่นอน





ที่มาของสูตรลดความอ้วน สูตรนี้ได้มาจากชาวฝรั่งเศส ชื่อ อิวอนน์ ทรูแบรด์ เมื่อใช้สูตรนี้แล้ว ผิวหนังจะไม่เหี่ยวย่น
ซึ่งเป็นข้อดีเด่น เหนือวิธีลดความอ้วนอื่นๆที่เมื่อลดน้ำหนัก จำนวนมาก ผิวหนังเราปรับตัวไม่ทัน จึงปรากฏเป็น 
รอยเหี่ยวรอยย่นบนร่างกาย โดยสูตรนี้ออกแบบมา ให้ร่างกายสามารถเผาผลาญอาหาร ที่กินเข้าไปได้มากที่สุด
 ไม่เหลือตกค้างสะสมเป็นไขมัน จึงไม่ใช่การอดอาหาร และไม่ทำร้ายร่างกาย การจะ ใช้สูตรนี้ได้ต้องยอมรับในหลักการที่ว่า
 น้ำย่อยในร่างกายเราจะมีประสิทธิภาพดี ที่สุด ย่อยได้มากที่สุดเมื่อย่อยอาหารเพียงชนิดเดียวเท่านั้น
 เช่นย่อยแต่คาร์โบ ไฮเดรต โปรตีน เป็นต้น ดังนั้นในมื้อหนึ่งๆ เราจึงกินอาหารได้เพียงชนิดเดียวเท่านั้น
สูตรอาหาร ลดความอ้วน สูตรนี้แบ่งช่วงการกินอาหารออกเป็นสี่ช่วง สี่ระดับความอดทน เก้าวัน สามวัน เก้าวัน สามวัน 
รวมกันแล้วเป็น 24 วัน ตลอดทั้ง 24 วันนี้ อาหารเช้าจะ เหมือนกันทั้งหมดคือ ส้มโอกับชาหรือกาแฟที่ไม่ใส่น้ำตาล 
ไม่ใส่นม สามารถใช้ครีม เทียมและน้ำตาลเทียมแทนได้ ( ส้มโอนั้น ตำราฝรั่งจะใช้เกรปฟรุ้ตแทน) นมและ
 น้ำตาลเป็นอาหารต้องห้ามตลอด 24 วัน ส่วนอาหารที่ไม่ห้ามนั้น จะกินเท่าไหร่ก็ได้ เช่น สามารถกินส้มโอได้ไม่จำกัด 
5 กิโลกรัมก็ได้ ยังอยู่ในสูตรอาหาร ลดความอ้วน สูตรนี้
อาหารของเก้าวันแรก เช้าคือส้มโอและกาแฟหรือชา กลางวันเป็นเนื้อสัตว์ ล้วนๆ ไม่มีข้าว ไม่มีผัก 
ไม่มีนมและไข่ สามารถใส่ซอสได้ กินได้มากเท่าที่ต้องการ ไม่จำกัด แต่มีข้อแม้ว่าในหนึ่งมื้อให้กินเนื้อสัตว์เพียงชนิดเดียวเท่านั้น 
เช่น หมูล้วน ไก่ล้วน ปลาล้วน ( ไม่จำเป็นว่าจะต้องมาจากตัวเดียวกันนะคะ ) เพื่อให้กระเพาะ อาหารสามารถทำงานได้ดี 
มากกว่าการกินปนกันที่จะทำให้กระเพาะอาหารทำงาน หนักขึ้น ความรู้พื้นฐานที่เอาไปใช้ในการเลือกกินได้คือ หมูมีไขมันมากที่สุด 
เนื้อ รอง ลงมา อาหารทะเลมีไขมันน้อย อาหารประเภทต้ม อาหารประเภทนึ่ง อาหารประเภทปิ้ง ย่าง เผา 
มีแคลอรีน้อยกว่าอาหารทอด ดังนั้นใครใคร่กินก็กินได้ไม่จำกัด แม้จะเป็นขาหมูก็ตามแต่ห้ามกินอย่างอื่นปนและ 
น้ำหนักอาจลดน้อยกว่าที่คิด อาหารแนะนำคือสเต็กพริกไทย ปลาสำลีเผา กุ้งอบเกลือ สตูว์เนื้อไม่ใส่ผัก 
ปลากระพงย่างบีบมะนาว หมูทอดกระเทียม แกงจืดหมูสับล้วน ระวังอย่ากินผักและข้าวเป็นพอ
สำหรับอาหารมื้อเย็น ให้กินแต่ข้าวกล้อง ล้วนๆ แต่สามารถเติมซอสได้ ผัดกับ กระเทียมได้ ใส่ซีอิ้ว 
พริกไทยได้หมด ห้ามไม่ให้มีนมกับไข่ผสมเด็ดขาด ผักและ เนื้อสัตว์กินไม่ได้เข่นกัน อาหารแนะนำได้แก่
 ข้าวผัดกระเทียมใส่ซีอิ๊วขาว ข้าวผัด กะปิ ข้าวคลุกมันกุ้ง ข้าวผัดมันปู ข้าวคลุกน้ำพริกตาแดง 
ข้าวคลุกน้ำพริกต่างๆ ข้าวคลุกพริกป่นบีบมะนาว 
( ผู้เขียนใช้กินบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปแทน แต่ไม่ได้คุณค่า อย่างอาหารที่แนะนำ สำหรับเวลาต้องการความสะดวกเท่านั้น )



สามวันต่อมา ( ท่านจะเริ่มสังเกตได้ว่าน้ำหนักลดลงจนมีกำลังใจ ) มื้อเช้า
ยังคงเหมือนเดิม มื้อกลางวันและเย็นเป็นผลไม้ล้วนๆ ใช่ค่ะ ผลไม้ล้วนๆ ห้ามมีอย่าง
อื่นเกี่ยวข้อง ผลไม้อะไรก็ได้ที่ใกล้มือ หาง่าย ทุเรียนก็ได้ มะม่วงก็ได้ กินเท่าไหร่ก็ได้
แต่ต้องกินเป็นมื้อ ไม่ใช่กินจุบจิบนะคะ ทีนี้ท่านที่จ้องจะกินแต่ทุเรียนและมะม่วงสุก 
น้ำหนักอาจลดน้อยกว่าที่ควร ระวังกันไว้หน่อยดีกว่าค่ะ
เก้าวันชุดที่สอง ระดับความอดทนมากขึ้นไปอีกคือ นอกจากอาหารเช้าที่
เหมือนเดิมแล้ว มื้อที่เหลือเป็นผักล้วน แต่โชคดีที่ฝรั่งเค้านับมันฝรั่ง เผือก ข้าวโพด
เป็นผักด้วยเหมือนกัน อาหารแนะนำได้แก่ คะน้าผัดน้ำมันหอย ผักนึ่งจิ้มน้ำพริก
ผัดผักทุกอย่าง สลัดผักน้ำใส ( ที่ไม่ใส่นม ไข่ และน้ำตาล )
สามวันสุดท้าย ไม่ยากแล้วค่ะ มื้อเช้ายังเหมือนเดิม นอกนั้นเราจะกลับมา
กินแต่ผลไม้ล้วนๆ
 เมื่อครบสูตรนี้แล้วน้ำหนักจะลดลงทันตาเห็นค่ะ ยิ่งถ้าใครสามารถคุมอาหาร
เลือกที่มีแคลอรีและไขมันน้อยๆได้ น้ำหนักจะยิ่งลดมากกว่า 5 กิโลกรัมอีกค่ะ ตัวอย่างเช่น
 เลือกกินปลามากกว่าขาหมู ส้มมากว่าทุเรียน เป็นต้น ทีนี้เราต้องระวัง
อีก สูตรอาหาร 24 วันนี้ ถ้าพลาด ผิดหรือเผลอไปหมายถึงให้เริ่มวันแรกใหม่ เริ่มตั้ง
ต้นใหม่หมดนะคะ เมื่อครบ 24 วันแล้ว เราสามารถกลับไปกินอาหารแบบก่อนเริ่ม
ทำได้อีก แต่ไม่ใช่ว่าจะไม่ระวังเรื่องน้ำหนักเลย สูตรไหนก็เอาไม่อยู่ค่ะ
วิธีนี้เป็นวิธีลดน้ำหนักที่เกี่ยวกับระบบย่อยอาหารโดยเฉพาะ หลังจากทำครบ
สูตร ถ้าอยากผอมตลอดโดยไม่ต้องควบคุมปริมาณอาหารเลย ( ใช่ค่ะ หมายถึงกิน
มากเท่าไหร่ก็ได้ ) ขอแนะนำให้ใช้วิธีนี้ค่ะ คือ ถ้าจะกินเนื้อ ให้กินเนื้อชนิดเดียวกัน
ในแต่ละมื้อและกินร่วมกับผัก ห้ามกินพร้อมกับอาหารพวกแป้ง ถ้าจะกินอาหารพวก
แป้งเช่นข้าว ก็ห้ามกินพร้อมกับโปรตีน ให้กินกับผักแทน
ข้อแนะนำอีกอย่าง ผลไม้เป็นอาหารที่แนะนำให้ติดบ้านไว้ตลอดเลยค่ะ เพราะ
ผลไม้ใช้เวลาอยู่ในกระเพาะเราน้อย แต่อาหารหนักจะอยู่นาน ดังนั้นเพื่อสุขถาพ 
เราควรกินผลไม้ก่อนกินอาหารหลัก ประมาณ 15 - 30 นาที ค่ะ วิธีนี้เราจะมีระบบ
ย่อยอาหารที่ดีและมีผลไม้ไปตัดกำลังการกินอาหารหลักของเรา ทำให้เรากินน้อยลง
เองโดยธรรมชาติ 
เป็นยังไงกันบ้างคะ สนใจกันรึเปล่า หรือว่ายากเกินไป เราคงต้องเข้าใจว่า
โลกนี้มีสมดุลนะคะ ถ้าเราไม่คิดจะควบคุมปริมาณก็เป็นเรื่องจำเป็นที่ต้องควบคุม
คุณภาพค่ะ เป็นเรื่องช่วยไม่ได้จริงๆ ( ที่มาจาก เว็บบอร์ด คณะสถาปัตยกรรม
ศาสตร์ จุฬาฯ รุ่น 62 ขอขอบคุณมา ณ ที่นี้ค่ะ )




5 อาหารผิวสวย
เชื่อหรือไม่ว่าอาหารที่เราทานเข้าไปมีผลส่งไปถึงความรู้สึกภายในและยังส่ง ผลไปถึงสิ่งที่เราจะมองเห็นได้ภายนอกอีกด้วย แต่คราวนี้เราไม่ได้มาพูดถึงเรื่องการลดน้ำหนัก เราจะพูดถึงเรื่องของ "ผิวพรรณ" การทานอาหารเพื่อสุขภาพส่งผลให้เรามีผิวที่สวยและเราก็มีความสุขที่ได้รับ อาหารดีๆนั้นด้วย แล้วเราควรทานอะไรล่ะ วันนี้ผู้หญิงนะคะดอทคอมมีอาหารสำหรับผิวมาฝากกันค่ะ
1. น้ำ
เป็นที่รู้กันดีว่าน้ำเป็นส่วนประกอบสำคัญในร่างกาย และเราก็ไม่ควรจะขาดน้ำ การดื่มน้ำเพียงพอจะช่วยให้ระบบทำงานอย่างลื่นไหล เช่น ระบบขับถ่าย, การประมวลผลทางความคิด และความสดชื่นของร่างกาย ยังไม่หมดแค่นั้นค่ะ ยังช่วยขับสารพิษหรือของเสียต่างๆออกได้อีกด้วย น้ำจึงทำให้ผิวของเรากระจ่างใส ดูสดใส แล้วดื่มขนาดไหนถึงจะพอดีล่ะ คงต้องสังเกตจากสีของปัสสาวะค่ะ ถ้าเป็นสีเหลืออ่อน แสดงว่าเราได้รับน้ำเพียงพอ ถ้าสีเข้ม ก็ควรดื่มน้ำให้มากขึ้น
2. อาหารที่อุดมด้วย โอเมก้า 3
อาหารอะไรบ้างน่ะเหรอ ยกตัวอย่างเช่น แซลมอน วอลนัท และถั่วต่างๆ ทาน อาหารเหล่านี้จะช่วยเพิ่มกรดไขมันที่จำเป็นสำหรับร่างกาย ทำให้ผิวดูเอิบอิ่มและสดใส โอเมก้า 3 ยังช่วยต้านการอักเสบ ซึ่งจะทำให้ระบบไหลเวียนโลหิตดีขึ้น ทำให้ผิวหน้าของสาวๆเปล่งประกาย
3. อาหารที่อุดมด้วยซีเลเนียม
จากการศึกษาทำให้พบประสิทธิภาพของแร่ธาตุชนิดนี้ ซึ่งช่วยป้องกันการเสื่อมของเซลล์ผิวหนังได้ อาหารที่อุดมด้วยซีเลเนียม ได้แก่ ธัญพืช ไก่งวงและทูน่า ถ้าอยากมีผิวที่ดูอ่อนวัยและช่วยให้ผิวเนียนนุ่ม ซีเลเนียมก็คือคำตอบค่ะ ถ้าไม่รู้จะทานอะไรดีลองทานซีเรียลที่เป็นธัญพืชในตอนเช้าก็ได้ แม้จะราคาสูงแต่รับรองว่าคุ้มค่า จะเติมเป็นผลไม้สดที่เราชอบลงไปด้วยเพื่อเพิ่มรสชาติก็ได้ค่ะ
4. ชาเขียว
ชาเขียวเนี่ย ในเมืองไทยเราก็นิยมดื่มกันพอสมควร เพราะรู้กันดีว่ามีประโยชน์แต่รู้มั้ยคะว่าสำหรับผิวเราแล้ว การดื่มชาเขียวช่วยลดความอยากอาหารลง และยังช่วยเผาผลาญแคลอรี่อีกด้วย สำคัญจริงๆก็คงจะเรื่องที่ช่วยให้ผิวไม่แก่ก่อนวัยค่ะ แต่ประโยชน์จริงสำหรับเครื่องดื่มชาเขียว คือการช่วยลดการอักเสบ เหมือนกับโอเมก้า 3 ชาเขียวยังช่วยปกป้องเยื่อหุ้มเซลล์ผิว ทำให้ผิวดูสดใสขึ้น อวบอิ่มขึ้นและดูมีสุขภาพดี
5. อาหารที่อุดมด้วย วิตามินเอ
วิตามินเอเป็นสิ่งสำคัญในการช่วยซ่อมแซมเซลล์ผิว เมื่อเราขาดวิตามินเอ ผิวจะแห้งและเป็นขุย ซึ่งไม่ใช่สิ่งที่ผู้หญิงเราต้องการเลยใช่มั้ยคะ หลายคนจึงให้ความสำคัญกับครีมที่มีวิตามินเอ เพื่อลดริ้วรอย ลดสิว แต่เราก็สามารถทานวิตามินเอจากอาหารได้ด้วยเหมือนกัน แหล่งอาหารชั้นยอดและราคาไม่แพงเกินไป ได้แก่แครอท บร็อคโคลี มันฝรั่งและเนย

สูตรสวยด้วยน้ำผึ้ง

สูตรสวยด้วยน้ำผึ้ง




พอกหน้าดีจริงหรือ?บางคนอาจสงสัยอยู่ว่า ทำไมต้องคะยั้นคะยอให้วัยรุ่นอย่างเรา ๆ ต้องมานั่งพอกหน้าด้วยล่ะ ก็เพราะการพอกหน้า เป็นเรื่องดีเยี่ยม จะช่วยทำให้การหมุนเวียนโลหิตดีขึ้น ทำให้สีผิวดีขึ้นทั้งยังขจัดน้ำมัน รอยสกปรกและเซลล์ที่ตายแล้วออกไปด้วย

การพอกหน้าหรือการนวดหน้านั้น นอกจากจะทำให้ใบหน้าดูดีขึ้นแล้ว ยังเป็นการพักผ่อนที่ดีอีกด้วย ยิ่งได้สูตรพอกหน้า ที่มาจากธรรมชาติด้วยแล้ว จะยิ่งทำให้ผิวพรรณ ได้รับสารอาหารอย่างเต็มที่ และเสี่ยงต่อการแพ้ได้น้อยกว่าอีกด้วย

แล้วทำไมต้องเป็นน้ำผึ้งด้วยล่ะ?
จริง ๆ แล้วสมุนไพรต่าง ๆ สามารถนำมาใช้พอกหน้าได้ทั้งนั้นล่ะค่ะ แต่น้ำผึ้งเนี่ยนิยมมากที่สุด ที่จะใช้เป็นส่วนผสมของครีมพอกหน้า เพราะนอกจากจะหาซื้อได้ง่ายแล้ว น้ำผึ้งยังเป็นสิ่งที่ใช้ล้างหน้า และให้ความชุ่มชื้นแก่ผิวหนังได้ดี และยังช่วยทำความสะอาดรูขุมขน บนใบหน้า จนสามารถรู้สึกได้ว่า หน้าตึงอ่อนนุ่มและช่วยขจัดรอยสิวเสี้ยนดำ ๆ ด้วยค่ะ

ทีนี้มาดูกันเลยค่ะว่า เจ้าน้ำผึ้งขวดเดียวเนี่ย มันสามารถนำมาเป็นสูตรพอกหน้าได้กี่รูปแบบ แต่ขอแนะนำเลยค่ะว่าทุกสูตรที่นำมาเสนอนี้ เพื่อน ๆ สามารถนำมาพอกหน้าได้ตามสบาย แล้วแต่ใครจะเลือกชอบสูตรไหน แต่ต้องอย่าลืม ทำความสะอาดใบหน้าก่อนทำ
นะคะ
สวยด้วยน้ำผึ้งกับกล้วยหอมส่วนผสม กล้วยหอมครึ่งผล น้ำผึ้งแท้ 2-3 ช้อนโต๊ะ

วิธีทำ นำกล้วยหอมมาปั่นหรือบด รวมกับน้ำผึ้งแท้จนละเอียด รวมเป็นเนื้อเดียวกัน แล้วนำมาพอกหน้าโดยพอกทิ้งไว้ประมาณ 15-20 นาที จึงล้างออกด้วยน้ำสะอาด จะรู้สึกว่าผิวหน้าดูนุ่มนวลและสดใสขึ้น

เชื่อหรือไม่ : เชื่อเถอะค่ะว่าสูตรนี้เหมาะกับสาวผิวแห้งเป็นอย่างยิ่ง โดยมีเคล็ดลับการพอกหน้าสูตรนี้อยู่ว่าให้ทาบาง ๆ เบา ๆ เป็นวงกลมให้ทั่วหน้า แต่ไม่แตะต้องบริเวณผิวบอบบางรอบดวงตา จะช่วยให้ผิวที่แห้งเป็นขุยกลับนุ่มชุ่มชื้นขึ้นเยอะเลยค่ะ 
ไข่กับน้ำผึ้งส่วนผสม ไข่แดง 1 ฟอง, น้ำผึ้ง 1 ช้อนชา

วิธีทำ นำไข่แดงมาผสมกับน้ำผึ้งตามอัตราส่วนดังกล่าว แต่ถ้ามีปริมาณความเข้มข้นของส่วนผสมมากเกินไปก็เติมน้ำลงไปอีก 2-3 หยด แล้วจึงนำมาพอกหน้าและทิ้งไว้ 15 นาที จากนั้นใช้น้ำอุ่น ๆ ล้างหน้าให้สะอาด อ้อ! อย่าลืมทาบริเวณคอด้วยล่ะ

เชื่อหรือไม่ : ขอบอกเลยค่ะว่าสูตรนี้เนี่ยเหมาะสมมาก สำหรับสาวที่มีผิวแห้งถึงแห้งมากที่สุด เพราะคุณค่าของโปรตีนจากไข่แดง เมื่อนำมาผสมกับน้ำผึ้ง มันจะช่วยให้ผิวหน้าไม่แห้งตึง พร้อมกับมีความยืดหยุ่นดีขึ้นอีกต่างหาก
แอปเปิ้ลกับน้ำผึ้งส่วนผสม แอปเปิ้ลผลไม้ใหญ่นัก 1 ลูก, น้ำผึ้ง 1 ช้อนโต๊ะ, นมพร่องไขมัน 1 ช้อนโต๊ะ

วิธีทำ นำแอปเปิ้ลมาใส่เครื่องปั่น เหยาะน้ำผึ้งกับนมพร่องไขมัน แล้วใช้ส่วนผสมนี้ นวดให้ทั่วใบหน้าและทิ้งไว้ 20 นาที จากนั้นใช้น้ำอุ่นล้างออกให้หมด

เชื่อหรือไม่ : สำหรับสูตรที่ 3 นี้สามารถช่วยให้สาวผิวผสมที่มีรูปขุมขนกว้าง กลับมีผิวหน้าที่กระชับและเนียนเรียบขึ้น 
มะนาวกับน้ำผึ้งส่วนผสม มะนาว 1 ผล, น้ำผึ้งแท้ 2-3 ช้อนโต๊ะ, น้ำเดือด 2 ช้อนโต๊ะ

วิธีทำ ละลายน้ำผึ้งในน้ำเดือด จากน้ำเติมมะนาวลงไป ผสมเข้าเป็นเนื้อเดียวกัน ทาบาง ๆ ทั่วใบหน้าโดยทิ้งไว้ประมาณ 10-15 นาทีแล้วล้างออกด้วยน้ำสะอาด

เชื่อหรือไม่ : เชื่อมั๊ยค่ะว่าสูตรนี้เหมาะกับสาวผิวผสมมากค่ะ และที่สำคัญมันจะทำให้ผิวหน้าขาวเนียนสดใสและเต่งตึงขึ้นทันตาเห็นเลยค่ะ
ส้มกับน้ำผึ้งส่วนผสม ส้ม 1 ผล, น้ำผึ้งแท้ 2-3 ช้อนโต๊ะ, ดินสอพอง 3 เม็ด

วิธีทำ นำดินสอพองมาบดให้ละเอียด เติมน้ำส้มคั้นและน้ำผึ้งแท้ลงไป คนจนรวมเป็นเนื้อเดียวกันแล้วนำมาพอกหน้าโดยพอกทิ้งไว้ประมาณ 10-15 นาที จึงล้างออกด้วยน้ำสะอาดจะรู้สึกถึงความเปล่งปลั่งและนุ่มนวลของใบหน้า จะรู้สึกว่าผิวหน้าชุ่มชื้นและนวลเนียนสดใส

เชื่อหรือไม่ : เมื่อล้างหน้าออกจนหมดแล้วสิ่งที่ผิวของเพื่อน ๆ จะได้รับก็คือความนุ่มนวลแลดูสดใสเปล่งปลั่งของใบหน้า และถ้าให้ดีขึ้นไปอีกลองทำครีมพอกหน้าสูตรนี้ไว้ใช้เป็นประจำสิคะ รับรองว่าผิวพรรณจะชุ่มชื่นและนวลเนียนสดใสจนเป็นสีชมพูเชียวล่ะ
แครอทกับน้ำผึ้งส่วนผสม แครอท 1 หัวเล็ก, น้ำผึ้งแท้ 2-3 ช้อนโต๊ะ

วิธีทำ นำแครอทมาล้างน้ำให้สะอาดและหั่นเป็นชิ้นเล็ก ๆ ปั่นรวมกับน้ำผึ้งแท้จนละเอียดรวมเป็นเนื้อเดียวกัน นำมาพอกหน้าโดยพอกทิ้งไว้ 15-20 นาที ล้างออกด้วยน้ำสะอาด

เชื่อหรือไม่ : สูตรเนี๊ยะนะคะถ้าได้ทำเป็นประจำ จะช่วยลดรอยแผลเป็นและจุดด่างดำต่าง ๆ บนใบหน้าให้เกลี้ยงเนียนใส อีกทั้งยังช่วยให้ผิวพรรณไร้รอยหมองคล้ำ และทำให้ผิวหน้าขาวกว่าเดิมด้วยค่ะ